บทความและอินโฟกราฟิก

เครียดแล้วหิว ทำไงกับอาการนี้ดี ?

Updated: Dec 13, 2021

เชื่อว่าช่วงนี้คุณผู้อ่านหลายคนกำลังรู้สึกเครียดๆ อาจจะเครียดจากข่าวสารโควิด เครียดจากเศรษฐกิจที่ซบเซา หรือเครียดที่ต้องอยู่บ้านทั้งวัน ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมเฉกเช่นปกติ


เครียดแล้วหิว

การตอบสนองต่อความเครียดของคนเราต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องการกิน

บางคนเครียดแล้วกินอะไรไม่ลง ในทางตรงข้าม บางคนยิ่งเครียดยิ่งหิว ในทางวิทยาศาสตร์นั้น อาการเครียดที่เกิดขึ้นเรื้อรัง ส่งผลให้มีอาการ Overeating หรือ หิวเก่งได้


ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆ หนึ่งคือ คอร์ติซอล หรือฮอร์โมนเครียด และสองคือ เกรลิน หรือฮอร์โมนหิว ซึ่งต่างไปมีผลต่อสมองให้ส่งสัญญาณหิวมากกว่าปกติ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลในปริมาณสูง จะเป็นอาหารที่เติมเต็มความรู้สึกหิวยามเครียดได้ดี สำหรับวิธีการจัดการกับอาการหิวเมื่อเครียดนั้น แนะนำดังนี้ค่ะ


1. พยายามลดระดับฮอร์โมนเครียด

พยายามลดระดับฮอร์โมนเครียด ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังแบบกลางแจ้งที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดธรรมชาติ ต้นไม้ใบหญ้า (อาจจะทำได้ยากในช่วงนี้) การนั่งสมาธิก็เป็นอีกวิธีที่พบว่าช่วยลดระดับฮอร์โมนเครียดได้ดี


2. ลดระดับฮอร์โมนหิว ด้วยการเพิ่มโปรตีนดี

ลดระดับฮอร์โมนหิว ด้วยการเพิ่มโปรตีนดีเช่น ไข่ ปลา ไก่ เต้าหู้ ถั่ว ในมื้ออาหาร โดยในหนึ่งมื้อควรเป็นพลังงานจากโปรตีนดีราว 30% นอกจากโปรตีนแล้ว ไขมันดีเช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโดด ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ ก็มีส่วนช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนหิวได้ดี


3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อาจตั้งเป้าที่วันละ 7-8 ชม. โดยพยายามเข้านอนและตื่นนอนในเวลาที่ใกล้เคียงกันในแต่ละวัน การอดนอนเรื้อรังจะส่งผลเพิ่มระดับฮอร์โมนเครียดและฮอร์โมนหิวได้


หวังว่าทิปที่หมอเขียนเล่าในโพสนี้ จะมีส่วนช่วยให้คุณผู้อ่านที่กำลังมีปัญหากับอาการเครียดแล้วหิว จัดการกับปัญหาได้ระดัลหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วทางแก้ไขในระยะยาว คือการจัดการกับต้นเหตุของปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียด หลังจากอ่านบทความนี้จบ อยากชวนคุณผู้อ่านหลับตา หายใจเข้านับ 1-4 แล้วหายใจออกทางปากช้าๆนับ 1-8 ลองทำต่อเนื่องสัก 5 รอบ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยคลายเครียดให้ได้สักหนึ่งนาที ... แล้วเราจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปด้วยกันค่ะ


พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง)

www.twitter.com/thidakarn

www.instagram.com/thidakarn


Ref.

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5373497/

https://www.ncbi.nlm.nih.g